
เป็นไปตามคาดสำหรับผลงานของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่บุกชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0 ถึงถิ่นกูดิสัน พาร์ค ทำให้พวกเขามี 62 แต้มเท่ากับ ลิเวอร์พูล แต่ผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" แล่นฉิวขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงได้สำเร็จตามเป้าที่วางเอาไว้
ฟอร์มการเล่นของ แมนฯ ซิตี้ ในแมตช์นี้ไม่ได้เริ่ดหรูเหมือนในเกมไล่ถลุง อาร์เซน่อล แต่คุณภาพของทีมในการครองเกม และสร้างจังหวะทำประตูยังคงน่ากลัว ถึงแม้พวกเขาจะได้สองประตูจากช่วงนาทีสุดท้ายของแต่ละครึ่งก็ตาม แต่ระหว่างเกม "เรือใบสีฟ้า" สามารถคุมสถานการณ์ได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เอฟเวอร์ตัน ก็ใช่ว่าจะเล่นไม่ได้ พวกเขามีโอกาสสร้างความกดดันใส่แชมป์เก่าได้เช่นกัน เพียงแต่ขาดคุณภาพในการทำประตูเมื่อมีโอกาส ขณะที่เกมรับถือว่าเหนียวแน่นใช้ได้ และดวลกับเกมรุกที่ดุดันของ แมนฯ ซิตี้ได้อย่างสูสี ส่วน 2 ประตูที่เสียไปต้องบอกว่าสุดวิสัยยากที่จะป้องกันได้จริงๆ
1. ขุมกำลังสมบูรณ์แบบ
เกมนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ดร็อปสองตัวหลักอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ กับ ราฮีม สเตอร์ลิง ในแมตช์นี้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับผลงานของพวกเขาเลย โดย เลรอย ซาเน่ กับ อิลคาย กุนโดกัน ยังสามารถช่วยสร้างสรรค์เกมบุกให้ทีมได้สบายๆ ไม่มีปัญหา
หากจะมองแบบเป็นการ ก็ต้องบอกว่า การขาด เดอ บรอยน์ กับ สเตอร์ลิง ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" มีผลงานที่ค่อนข้างกระตุกอยู่บ้างในจังหวะการเล่นเกมรุก แต่ก็เพียงแค่เล็กๆ น้อยๆ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขามีความหลากหลายในการสร้างสรรค์โอกาส และสามารถป่วนแผงหลังของ เอฟเวอร์ตัน ได้ตลอด
แม้ว่าในครึ่งหลัง "เป๊ป" ต้องการสร้างความแตกต่างในเกมรุกด้วยการส่ง สเตอร์ลิง แทน ซาเน่ เห็นได้ชัดว่าเขาอยากให้ทีมเดินเครื่องทำประตูนำห่าง หลังยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้น และเมื่อ ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ลงสนาม เกมบุกของ แมนฯ ซิตี้ ยิ่งน่ากลัว และวูบวามมากยิ่งกว่าตอนที่ ปีกชาวเยอมัน ยังอยู่ในสนามด้วยซ้ำ
บอกกันแบบไม่เกรงใจสาวก "เดอะ ค็อป" ต้องยอมรับว่าขุมกำลังของแมนฯ ซิตี้ สมบูรณ์ดีแท้ เพราะขนาดพวกเขาต้องกรำศึกหนักติดต่อกัน ก็สามารถโลเตชั่นนักเตะได้โดยที่ฟอร์มการเล่นไม่สะดุดในช่วงสำคัญของการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก
2. ส่งแรงกดดันสู่ ลิเวอร์พูล
ตอนนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับลูกทีมต้องเจอสถานการณ์สุดตึงเครียดเมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก้าวขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ แม้ว่าจะมาจากลูกได้เสียที่แตกต่างกัน แต่สิ่งนี้จะทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับอาการอกสั่นขวัญหายในแมตช์ที่ต้องดวลกับ บอร์นมัธ เกมลีกวันเสาร์นี้
หลายคนอาจจะมองว่า "เดอะ เร้ดส์" น่าจะเอาชนะ บอร์นมัธ ได้และแย่งจ่าฝูงคืนมา แต่อย่าลืมว่าสองเกมก่อนหน้านี้ที่พบ เลสเตอร์ ซิตี้ และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด พวกเขามีโอกาสที่จะเอาชนะ และทำแต้มทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปไกล แต่กลายเป็นว่า แรงกดดันทำให้ทั้งสองแมตช์ที่น่าจะได้ 6 คะแนน กลายเป็นได้แค่ 2 แต้ม และส่งผลให้วันนี้พวกเขาต้องหล่นมาอยู่อันดับ 2
ต่อจากนี้ไป ลิเวอร์พูล ไม่สามารถพลาดได้อีกแล้ว ในขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ดูเหมือนมีประสบการณ์ในเรื่องการรับมือแรงกดดันได้ดีกว่า ดูได้จากในช่วงที่ต้องตามหลัง "หงส์แดง" ถึง 6 แต้ม แต่ตอนนี้พวกเขาสามารถชิงความได้เปรียบจากผลต่างประตูได้เสีย แม้จะแข่งมากกว่า 1 เกม แต่ดูแล้วสถานการณ์บีบรัดน่าจะไปอยู่ที่ฝั่งแอนฟิลด์มากกว่า
3. ลาป๊อร์กต์ ฟอร์มขึ้นหม้อ
เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ในช่วงที่ผ่านมา โดยในเกมรับเล่นได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่เกมรุกก็ช่วยเติมเกมทางฝั่งซ้ายทำให้ แมนฯ ซิตี้ สร้างโอกาสในการทำประตูได้ตลอด นี่คือคุณภาพที่สำคัญมากๆ สำหรับทีมที่มีลุ้นแชมป์ลีกเมืองผู้ดี
เกมที่แล้ว ลาป๊อกร์กต์ มีส่วนในการแอสซิสต์ประตูแรกให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูเบิกร่องแมตช์ทุบ อาร์เซน่อล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในเกมนี้ "กุน" ดูเหมือนจะมีอาการปืนฝืด ไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ กอปรกับโดนเกมรับของ เอฟเวอร์ตัน ประกบติดทำให้เจ้าตัวเล่นลำบาก
ในยามที่กองหน้าไม่สามารถทำประตูได้ แมนฯ ซิตี้ มีกองกลางและกองหลังที่พร้อมจะแบกรับหน้าที่สำคัญนี้ได้ตลอด โดยในเกมที่กูดิสันพาร์ค การเล่นลูกฟรีคิกของ แมนฯ ซิตี้ ยังคงมีประสิทธิภาพเสมอ และครั้งนี้เป็น ดาบิด ซิลบา เปิดบอลอย่างแม่นยำให้ ลาป๊อร์กต์ ขึ้นโขกประตูแรกในช่วงเวลาสำคัญส่งทีมขึ้นนำก่อนหมดเวลาครึ่งแรกไม่กี่วินาที
4. เชซุส ผลงานดี
กองหน้าดาวรุ่งพรสวรรค์ อาจจะไม่ได้มีฤดูกาลที่ดีเยี่ยมที่สุดกับ แมนฯ ซิตี้ เพราะนักเตะได้ลงเล่นตัวจริงเพียงแค่ 11 เกม แถมยังไม่ค่อยยิงประตู จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เลือกส่ง อเกวโร่ ลงสนามเพราะมีประสบการณ์ และมีความเฉียบคมมากกว่า
หัวหอกชาวบราซิเลียน วัย 21 ปี ยังตั้งหน้าตั้งตาทำผลงานอย่างเต็มที่ เพื่อฉกฉวยโอกาสของเขา และในเกมนี้ เชซุส แสดงให้เห็นแล้วว่าเมื่อมีโอกาสเขาก็พร้อมที่จะทำให้ดีที่สุด โดยนักเตะจัดการซัดประตูที่สองในช่วงทดเจ็บนำ "เรือใบสีฟ้า" ตอกฝาโลงฝัง เอฟเวอร์ตัน ไม่มีสิทธิ์ฟื้นได้อีก
สำหรับตอนนี้ เชซุส ตะบันตาข่ายไปแล้ว 9 ประตูในปีนี้จากการแข่งขันทุกรายการ และตอนนี้ กองหน้าอนาคตไกลทีมชาติบราซิล เริ่มกลับมาเป็นนักเตะชั้นยอดอย่างที่แฟนบอล "เรือใบสีฟ้า" และคอลูกหนังทั่วโลก เคยรู้จักอีกครั้ง
5. มาร์โก ซิลวา เก้าอี้ร้อน
มาร์โก ซิลวา ผู้จัดการทีมคนหนุ่ม ตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นกุนซือที่ตกอยู่ในสถานการณ์กดดันอย่างหนักในการนั่งเก้าอี้นายใหญ่แห่งถิ่นกูดิสัน พาร์ค หลังจากที่ เอฟเวอร์ตัน เปิดบ้านพ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ทีมแพ้เป็นนัดที่ 11 ของฤดูกาล รั้งอันดับ 9 ต่อไป
ก่อนหน้าที่จะดวลกับทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า พวกเขาชนะแค่ 2 เกมจาก 8 แมตช์หลังสุดในการแข่งขันทุกรายการ ด้วยเหตุนี้ทำให้นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ตกอยู่ภายใต้กความกดดันอย่างหนัก เนื่องจากแฟนบอลและบอร์ดบริหารเริ่มหมดความเชื่อมั่นในฝีมือของเขา
แม้ว่าเกมกับ แมนฯ ซิตี้ นั้น ซิลวา สามารถกระตุ้นลูกทีมและวางแท็กติคต่อกรกับแชมป์เก่าได้ดีก็ตาม แต่การที่ไม่สามารถเก็บแต้มในบ้านตัวเองได้ ย่อมไม่เกิดประโยชน์ เชื่อว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้ หาก ซิลวา ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ของทีมได้ น่าจะเป็นกุนซือรายต่อไปที่ว่างงาน ต่อจากรุ่นพี่ร่วมชาติ โชเซ่ มูรินโญ่ !!